ความฝันสูงสุดของมนุษย์เงินเดือนหลายคนคือการได้เป็น “เสือนอนกิน” มีคอนโดปล่อยเช่าสักห้องเพื่อเก็บค่าเช่ากินไปตลอดชีวิต แต่ความฝันนั้นมักจะพังทลายลงเมื่อเจอกับราคาคอนโดที่พุ่งสูงแตะหลัก 5-10 ล้านบาท แถมยังต้องกู้แบงก์ ผ่อนดอกเบี้ย และปวดหัวกับการหาคนเช่า
แต่ในปี 2026 กติกาได้เปลี่ยนไปแล้วค่ะ ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Fractional Investment หรือการลงทุนแบบแบ่งส่วน ที่อนุญาตให้คุณเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของคอนโดหรูได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียงหลักพันบาท

Fractional Investment การหั่นเค้กชิ้นใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็ก
อธิบายง่าย ๆ Fractional Investment ก็เหมือนการ “หารกันซื้อ” ค่ะ สมมติคอนโดหนึ่งห้องราคา 10 ล้านบาท แทนที่จะต้องหาคนเดียวมาจ่ายเงินก้อนโต เจ้าของโครงการหรือแพลตฟอร์มจะนำคอนโดห้องนั้นมาซอยย่อยออกเป็น 10,000 ส่วน (Unit หรือ Token) มูลค่าส่วนละ 1,000 บาท
ใครที่มีเงิน 1,000 บาท ก็สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้ 1 ส่วน ใครมีเงิน 10,000 บาท ก็ซื้อได้ 10 ส่วน โดยผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบ “เงินปันผล” จากค่าเช่า และ “ส่วนต่างราคา” เมื่อมีการขายทรัพย์สินนั้นออกไปในอนาคต ตามสัดส่วนที่ตัวเองถืออยู่เป๊ะ ๆ
ข้อดีที่ทำให้รายย่อยตาลุกวาว
ทำไมโมเดลนี้ถึงฮิตถล่มทลายในปีนี้ คำตอบอยู่ที่การปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ๆ ของอสังหาริมทรัพย์ค่ะ
- เงินน้อยก็เล่นเกมเศรษฐีได้ จากเดิมต้องมีเงินดาวน์หลักแสน ตอนนี้มีแค่เงินหลักพันก็เริ่มพอร์ตอสังหาฯ ได้แล้ว ทำให้คนรุ่นใหม่ (Gen Z) เข้าถึงการลงทุนได้เร็วขึ้น
- กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า แทนที่จะทุ่มเงิน 5 ล้านไปกับคอนโดห้องเดียว (ถ้าห้องนั้นไม่มีคนเช่า คือรายได้เป็นศูนย์) คุณสามารถเอาเงิน 5 ล้านไปกระจายซื้อ Fractional ในคอนโด 100 แห่งทั่วประเทศได้ ถ้าที่หนึ่งว่าง ก็ยังมีรายได้จากที่อื่นมาโปะ
- สภาพคล่องสูงกว่าขายตึกจริง ถ้าคุณเป็นเจ้าของคอนโดจริง ๆ จะขายทีต้องรอเป็นปี แต่การถือครองแบบ Fractional (โดยเฉพาะแบบ Digital Token) สามารถประกาศขายในตลาดรองได้ทันทีเหมือนขายหุ้น ทำให้เปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดได้ไวกว่ามาก

ไม่ต้องซ่อมก๊อกน้ำ ไม่ต้องทวงค่าเช่า
นี่คือจุดแข็งที่สุดที่ชนะใจนักลงทุนสายขี้เกียจค่ะ การเป็นเจ้าของคอนโดจริง ๆ คุณต้องดีลกับผู้เช่าที่ชอบโทรมาตอนตีสองว่าแอร์เสีย ต้องคอยตามทวงค่าเช่า หรือต้องควักเนื้อจ่ายค่าส่วนกลางเอง
แต่ในระบบ Fractional จะมี Property Manager หรือทีมบริหารมืออาชีพคอยจัดการเรื่องน่าปวดหัวเหล่านี้ให้ทั้งหมด หน้าที่ของคุณมีแค่อย่างเดียวคือนอนรอรับเงินปันผลโอนเข้าบัญชี (หลังจากหักค่าธรรมเนียมบริหารจัดการแล้ว)
ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้พรม
เหรียญมีสองด้านเสมอค่ะ แม้จะดูสะดวกสบาย แต่ก็มีจุดตายที่คุณต้องรู้ก่อนโอนเงิน
- คุณไม่มีสิทธิ์เข้าอยู่จริง จำไว้นะคะว่าคุณเป็นเจ้าของแค่ “สิทธิ์ในการลงทุน” หรือ “กรรมสิทธิ์ร่วม” คุณไม่สามารถเดินไปที่คอนโดแล้วบอกนิติฯ ว่าขอเข้าไปนอนคืนนี้ได้ เพราะห้องนั้นถูกบริหารเพื่อปล่อยเช่าทำกำไรเท่านั้น
- ค่าธรรมเนียมที่มองไม่เห็น ความสะดวกสบายแลกมาด้วยต้นทุนค่ะ แพลตฟอร์มจะหักค่าธรรมเนียมสารพัด ทั้งค่าบริหารจัดการโครงการ ค่าดูแลรักษา และค่านายหน้า ซึ่งอาจกินส่วนแบ่งกำไรของคุณไปพอสมควร ทำให้ Yield สุทธิอาจไม่ได้สูงเท่ากับการบริหารเอง
- ความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม ถ้าแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางปิดตัวหนี หรือระบบล่ม การจะเรียกร้องสิทธิ์ในทรัพย์สินอาจมีความยุ่งยากและซับซ้อนกว่าการถือโฉนดตัวจริงที่มีชื่อเราสลักหลัง
ดูสัญญาให้ดี กรรมสิทธิ์ หรือ แค่แบ่งรายได้
ข้อนี้สำคัญที่สุดค่ะ ก่อนกดซื้อต้องอ่าน Whitepaper หรือหนังสือชี้ชวนให้แตกฉานว่าสิ่งที่คุณซื้อคืออะไรกันแน่
แบบ Ownership (Asset-Backed) คือการที่คุณมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นจริง ๆ (ผ่านทรัสตี) ถ้าคอนโดราคาขึ้น มูลค่าหน่วยลงทุนของคุณจะขึ้นตาม และถ้าขายคอนโดได้กำไร คุณก็ได้ส่วนแบ่งด้วย แบบ Revenue Sharing (Project-Based) คือการที่คุณเป็นแค่ “เจ้าหนี้” ที่มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งรายได้ค่าเช่าเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของตึก ถ้าตึกราคาขึ้น คุณอาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่ม และเมื่อจบโครงการคุณก็ได้แค่เงินต้นคืน
“คุ้มค่า” สำหรับคนที่มีเงินเย็นไม่มากและต้องการกระจายความเสี่ยงในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่อยากปวดหัวเรื่องการบริหารจัดการเองค่ะ Fractional Investment ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นนวัตกรรมทางการเงิน (Financial Innovation) ที่จะอยู่ยาวแน่นอน เพราะมันตอบโจทย์ Pain Point เรื่องสภาพคล่องของอสังหาฯ ได้ตรงจุด
แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบความรู้สึกของการได้ครอบครอง ได้แต่งห้องเอง หรือหวังกำไรเป็นกอบเป็นกำจากการเก็งกำไรระยะสั้น การซื้อคอนโดเป็นห้อง ๆ แบบเดิมอาจจะยังตอบโจทย์คุณมากกว่าค่ะ




