ปัญหาของเจ้าของธุรกิจเล็กหลายคนไม่ใช่ขายไม่ได้ครับ แต่คือ “ขายได้แล้วเหนื่อย” งานแน่นทั้งวัน แต่เงินเหลือน้อย เพราะกำไรไม่ได้หายที่ยอดขาย มันหายที่เวลา งานแก้ งานคุย งานจุกจิก และต้นทุนแฝงที่เราไม่เคยนับ ถ้าคุณอยากเลิกทำงานเยอะแล้วได้เงินน้อย คุณต้องเปลี่ยนจากการดูแค่ว่า “งานนี้ได้เงินเท่าไหร่” ไปดูว่า “งานนี้กำไรต่อเวลาเท่าไหร่” ครับ
กำไรต่อเวลา คืออะไร และทำไมมันสำคัญกว่ายอดขาย กำไรต่อเวลา คือกำไรสุทธิที่เหลือจริง หารด้วยเวลาที่ใช้จริงครับ ไม่ใช่เวลาทำงานอย่างเดียว แต่รวมเวลาคุยลูกค้า เก็บข้อมูล แก้งาน ส่งงาน ตอบแชต และตามงานด้วย หลายงานดูเหมือนรายได้ดี แต่กินเวลาเยอะจนกำไรต่อชั่วโมงต่ำมาก พอคุณเริ่มวัดแบบนี้ คุณจะเห็นทันทีว่างานไหนควรทำ งานไหนควรปรับ และงานไหนควรเลิกครับ
วิธีคำนวณแบบง่าย ๆ ให้เห็นภาพทันที
เริ่มจาก 3 ตัวเลขครับ
- รายได้จากงาน (เงินเข้า)
- ต้นทุนที่จ่ายจริง (วัสดุ/โฆษณา/ฟรีแลนซ์/ค่าระบบ)
- เวลาที่ใช้ทั้งหมด (รวมคุย+ทำ+แก้+ตาม)
แล้วคำนวณเป็น 2 ชั้น
- กำไรขั้นต้น = รายได้ – ต้นทุนที่จ่ายจริง
- กำไรต่อเวลา = กำไรขั้นต้น ÷ ชั่วโมงทั้งหมด
พอคุณเริ่มจดเวลาแบบจริงจัง 2–3 สัปดาห์ คุณจะเจองานที่ “ดูดีแต่ไม่คุ้ม” โผล่มาเองครับ
ใช้กำไรต่อเวลาเพื่อปรับ 3 อย่าง ราคา ขอบเขต และแพ็กเกจ
เมื่อเห็นงานที่กำไรต่อเวลาต่ำ อย่ารีบโทษตลาดครับ ให้ปรับ 3 อย่างนี้ก่อน
- ราคา ถ้างานกินเวลาเพราะความซับซ้อน ต้องสะท้อนในราคา หรือแยกเป็นค่าเพิ่มตามเงื่อนไข
- ขอบเขต งานบานคือฆ่ากำไร ให้ล็อกจำนวนรอบแก้ สิ่งที่รวม/ไม่รวม และรูปแบบฟีดแบ็กให้ชัด
- แพ็กเกจ ทำ 2–3 ระดับให้ลูกค้าเลือกเอง คนที่ต้องการมากก็จ่ายมาก ลดการขอเพิ่มแบบฟรี ๆ
สามอย่างนี้จะดันกำไรต่อเวลาให้สูงขึ้นโดยไม่ต้องทำงานหนักขึ้นครับ
วิธีคิดกำไรต่อเวลา คือการวัดกำไรที่เหลือจริงเทียบกับเวลาที่ใช้จริงครับ เมื่อคุณเริ่มวัด คุณจะเลิกหลงกับยอดขาย แล้วเห็นว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม จากนั้นค่อยปรับราคา ขอบเขต และแพ็กเกจให้เหมาะ ธุรกิจจะเริ่มเบาขึ้น กำไรหนาขึ้น และคุณจะเลิกทำงานเยอะแต่ได้เงินน้อยได้จริงครับ



