ช่วงบ่ายวันหนึ่งที่คุณต้องเข้าประชุมต่อเนื่องแทบทั้งวัน แทบไม่มีเวลาโฟกัสกับงานสำคัญหรือคิดสร้างสรรค์ใด ๆ นี่เป็นภาพที่เกิดขึ้นบ่อยในหลายองค์กร การประชุมที่ยาวและบ่อยเกินไป แม้จะตั้งใจเพื่อประสานงาน แต่กลับทำให้ประสิทธิภาพลดลงและความคิดสร้างสรรค์หยุดชะงัก
องค์กรยุคใหม่เริ่มตระหนักว่า การประชุมมากเกินไปไม่ได้แปลว่าจะทำให้ผลงานดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม การให้พนักงานมีเวลาคิดอย่างลึกซึ้งและสร้างสรรค์กลับสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากกว่า พนักงานสามารถวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน เสนอแนวทางใหม่ และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดได้จริง

ปัญหาของการประชุมมากเกินไป
การประชุมต่อเนื่องและยาวนานมีผลกระทบหลายด้านต่อพนักงานและองค์กร การประชุมมากเกินไปทำให้ เวลาทำงานจริงลดลง งานที่ต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์มักถูกเลื่อนออกไป การพึ่งพาการประชุมเพื่อหารือทุกเรื่องแม้เพียงเล็กน้อย ยังทำให้เกิด ความล่าช้าในการตัดสินใจ เพราะทุกคนรอความคิดเห็นจากผู้อื่นแทนที่จะทำงานด้วยตัวเอง
ผลกระทบต่อพนักงานโดยตรงคือความเครียดและความเหนื่อยล้า ซึ่งนำไปสู่การลดประสิทธิภาพในการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ถูกจำกัด และความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้สร้างคุณค่าอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การประชุมมากเกินไปยัง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และบางครั้งสร้างความสับสนแทนที่จะช่วยแก้ปัญหา ยิ่งเมื่อองค์กรมีพนักงานหลายทีม การประชุมที่ไม่ได้วัตถุประสงค์ชัดเจน กลายเป็นการเสียเวลาและทรัพยากร
ทำไมเวลาคิดถึงสำคัญ
เวลาคิด (Thinking Time) เป็นช่วงเวลาที่พนักงานสามารถ โฟกัสกับงานสำคัญ พิจารณาแนวทางใหม่ และสร้างนวัตกรรม ได้อย่างเต็มที่ การมีเวลาคิดเพียงพอช่วยให้พนักงานวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด เข้าใจผลกระทบระยะยาว และสามารถสร้างแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ
การวิจัยพบว่าพนักงานที่ได้รับเวลาทำงานลึก (Deep Work) มีประสิทธิภาพสูงกว่า พวกเขาสามารถจัดการงานซับซ้อนและสร้างไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีกว่า พนักงานยังมีความพึงพอใจในการทำงานมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและสามารถนำเสนอแนวคิดได้
องค์กรที่ให้เวลาคิดแก่พนักงานมักสร้าง นวัตกรรมและกลยุทธ์ใหม่ ๆ ได้มากกว่าองค์กรที่ยึดติดกับการประชุมแบบต่อเนื่อง การให้เวลาโฟกัสกับงานสำคัญยังช่วยลดข้อผิดพลาดและปรับปรุงคุณภาพงานโดยรวม
การปรับตัวขององค์กร
หลายองค์กรชั้นนำทั่วโลกเริ่มปรับวิธีการทำงานเพื่อลดการประชุมและเพิ่มเวลาคิด เช่น
- การกำหนดวันไม่มีประชุม (No-Meeting Day) ให้พนักงานมีเวลาโฟกัสงานส่วนตัวและคิดสร้างสรรค์
- ประชุมสั้นและมีวัตถุประสงค์ชัดเจน จำกัดเวลาประชุมไม่เกิน 30 นาที และกำหนดหัวข้อให้กระชับ
- ประชุมแบบ Asynchronous ใช้เครื่องมือออนไลน์ให้พนักงานตอบกลับเมื่อสะดวก แทนการเข้าประชุมพร้อมกัน
ข้อดีของการลดประชุมและเพิ่มเวลาคิด
การปรับสมดุลระหว่างประชุมและเวลาคิดมีข้อดีหลายประการ
- เพิ่มเวลาทำงานลึก (Deep Work) พนักงานสามารถโฟกัสงานที่ต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์
- ลดความเหนื่อยล้าและความเครียด การประชุมต่อเนื่องมักทำให้พนักงานหมดพลัง
- เพิ่มนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ ๆ เวลาคิดทำให้เกิดแนวทางแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและสร้างโอกาสใหม่
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการตัดสินใจ การคิดล่วงหน้าช่วยให้พนักงานพร้อมเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจน
ข้อดีเหล่านี้ไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้พนักงาน แต่ยังส่งผลต่อผลลัพธ์ขององค์กรในระยะยาว

การจัดสมดุลระหว่างประชุมและเวลาคิด
การปรับสมดุลไม่ใช่การยกเลิกประชุมทั้งหมด แต่คือการ จัดการประชุมให้มีประสิทธิภาพ และให้เวลาพนักงานโฟกัสงาน
องค์กรสามารถเริ่มปรับตัวได้ดังนี้
- กำหนดเวลาประชุมให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนและจำกัดเวลา
- จัดลำดับความสำคัญของประชุม เพียงเรื่องสำคัญจริง ๆ
- ให้เวลาพนักงานทำงานลึก โดยการสร้าง No-Meeting Slot ในปฏิทิน
- วัดความสำเร็จจากผลลัพธ์แทนจำนวนประชุม
การปรับสมดุลแบบนี้ช่วยให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด และยังสร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่เคารพเวลาและความคิดของคนทำงาน
แนวโน้มอนาคตขององค์กรยุคใหม่
ในอนาคต การจัดการเวลาและประชุมจะมีความสำคัญมากขึ้น องค์กรที่เข้าใจว่าการประชุมมากเกินไปอาจลดประสิทธิภาพ จะเริ่มปรับโครงสร้างการทำงานให้ สมดุลระหว่างการประสานงานและการคิดลึก
เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้ประชุมกระชับและสื่อสารได้ชัดเจน แต่ไม่สามารถแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ การให้เวลาพนักงานคิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์จะกลายเป็น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตและแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล
การประชุมมากเกินไปอาจสร้างความเหนื่อยล้าและลดประสิทธิภาพการทำงาน การปรับเวลาประชุมให้เหมาะสม และเพิ่มเวลาสำหรับคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้พนักงานสามารถโฟกัสงานสำคัญ แก้ปัญหาซับซ้อน และสร้างนวัตกรรม
องค์กรยุคใหม่ที่เข้าใจความสำคัญของ เวลาคิดและ Deep Work จะสามารถสร้างประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความพึงพอใจให้พนักงาน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน



